| ข้อมูลท่องเที่ยว ข้อมูลทั่วไป : สาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งอยู่ทางด้านตะวันออกของ ทวีปเอเชีย มีพรมแดนติดต่อกับประเทศต่างๆ 15 ประเทศด้วยกัน คือ เกาหลีเหนือ รัสเซีย มองโกลเลีย คาซัคสถาน เคอร์กิซสาน ทาจิกิสถาน อัฟกานิสถาน ปากีสถาน อินเดีย เนปาล สิกขิม ภูฐาน พม่า ลาว และ เวียดนาม ทิศตะวันออก และ ทิศใต้จดทะเลเหลือง ทะเลจีนตะวันออก รวมถึงทะเลจีนใต้ ประเทศจีนมีพื้นที่ 9.6 ล้านตารางกิโลเมตร และมีเมืองหลวงคือ กรุงปักกิ่ง (Beijing) การขอวีซ่า : การยื่นวีซ่าขอเข้าประเทศจีน นักท่องเที่ยวจะต้องถือ หนังสือเดินทางที่มีอายุการใช้งานไม่ต่ำกว่า 6 เดือน พร้อมรูปถ่าย 1.5 - 2 นิ้ว จำนวน 2 รูปไปด้วยค่ะ สำหรับสถานที่ขอวีซ่าในประเทศไทย อยู่ที่สถานทูตจีน ถนนรัชดาภิเษก ใกล้กับอาคารฟอร์จูนค่ะ เวลายื่นเรื่องขอทำวีซ่า: 9.00 น. - 11.30 น. ภาษาที่ใช้ : ประเทศจีนใช้ภาษาจีนกลาง หรือ ผู่ทงฮว่า เป็นภาษาราชการ ในฮ่องกงมีการใช้ภาษาจีนกลางเป็นภาษาทางการร่วมกับ ภาษาอังกฤษ ส่วนในมาเก๊า ใช้ภาษาโปรตุเกสเป็นภาษาราชการค่ะ ชาวจีนในมณฑลต่างๆ มีภาษาท้องถิ่นที่แตกต่างกัน เช่น เสฉวน หูหนาน กวางตุ้ง ไหหลำ และฮกเกี้ยนค่ะ สำหรับภาษาอังกฤษจะใช้กันตามโรงแรม และแหล่งท่องเที่ยวต่างๆค่ะ ความแตกต่างของเวลา: เวลาในสาธารณรัฐประชาชนจีนเร็วกว่าประเทศไทย 1 ชั่วโมง สภาพอากาศ: ลักษณะภูมิอากาศของประเทศจีนเป็นแบบมรสุมภาคพื้นทวีป ซึ่งมีหลากหลายรูปแบบ โดยลมเหนือจะมีอิทธิพล ต่อประเทศอย่างสูงในฤดูหนาว ขณะที่ลมใต้จะมีบทบาทในฤดูร้อน โดยจะเห็นได้อย่างเด่นชัดว่า มีฤดูฝนปนอยู่กับฤดูร้อน ด้วยภูมิอากาศที่ซับซ้อน และ ภูมิประเทศที่หลากหลายของจีน ทำให้สามารถแบ่งโซนอิงอุณหภูมิ กับ โซนอิงความชื้นของ ภาคพื้นประเทศจีนได้ คือ โซนอิงอุณหภูมิจากภาคใต้จนถึงภาคเหนือแบ่งออกได้เป็น แถบเส้นศูนย์สูตร ร้อนชื้น กึ่งร้อนชื้น อบอุ่น และแถบหนาวเย็น และแบ่งโซนอิงความแห้ง-ความชื้นจากตะวันออกเฉียงใต้ ถึง ตะวันตกเฉียงเหนือเป็นแถบความชื้นสูง ดังนั้น หากท่านจะเดินทางไปเที่ยวทางแถบไหนของจีน อย่าลืมตรวจสอบสภาพอากาศก่อนออกเดินทางด้วยนะคะ ค่าเงิน และการธนาคาร: สกุลเงินของจีนเรียกว่า เหรินหมินปี้ และมีหน่วยเรียกเป็น หยวนค่ะ อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาทตอนนี้อยู่ที่ประมาณ 1 หยวน ต่อ 4.7 บาท สำหรับธนบัตรจีนจะแบ่งออกเป็นใบละ 1 หยวน, 5 เจี่ยว, 1, 2 และ 5 เฟิน ค่ะ ระบบไฟฟ้า : จีนใช้ระบบกระแสไฟแบบ AC 220 V, 50 Hz. ค่ะ อาคารส่วนใหญ่ใน ประเทศใช้ปลั๊กไฟแบบมาตรฐาน แต่ก็ยังมีบางที่ที่ยังใช้ปลั๊กแบบสามตาอยู่ ดังนั้น หากท่านต้องการนำอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าไปด้วย อย่าลืมนำเต้าแปลงปลั๊กติดไปด้วย หรือจะไปขอยืมจากทางที่พักในจีนของท่านก็ได้นะคะ โดยจะมีให้บริการที่โรงแรมในจีนบางแห่งค่ะ ระบบโทรศัพท์ : โทรศัพท์สาธารณะในเมืองจีน จะมีบริการหยอดเหรียญ ซึ่งท่านจะต้องเสียค่าบริการครั้งละ 1 หยวนหรือราวครั้งละ 4.7 บาทค่ะ นอกจากนี้ ยังมีแบบใช้บัตร (Card Phone) ที่สามารถใช้โทรออกต่างประเทศได้อีกด้วยค่ะ Card Phone นี้สามารถหาซื้อได้ตามห้างสรรพสินค้าทั่วไปค่ะ ข้อแนะนำพิเศษ : หากนักท่องเที่ยวต้องการซื้อผลไม้จากจีนกลับมาประเทศไทย ท่านจะต้องตรวจสอบชนิดของผลไม้ที่จีนอนุญาต ให้นำออกมาได้ก่อนนะคะ มิฉะนั้น ผลไม้ที่ท่านซื้ออาจจะไม่สามารถนำขึ้นเครื่องกลับมาได้ค่ะ ส่วนเรื่องรถแท็กซี่ในเมืองจีนนั้น สามารถเรียกได้ทุกแห่งค่ะ รถทุกคันจะมีการติดตั้งมิเตอร์เอาไว้ ท่านจะต้องบอกกับคนขับ ก่อนว่าจะไปไหนแล้วค่อยขึ้นไปนั่ง สำหรับอัตราค่าบริการนั้น มิเตอร์จะเริ่มที่ 10 หยวนค่ะ สำหรับนักท่องเที่ยวผู้ชายสามารถ นั่งคู่กับคนขับรถได้เฉพาะในเขตเมืองเท่านั้นนะคะ และจะไม่อนุญาตให้นั่งข้างหน้าคู่กับคนขับ หลังจาก 01:00 น. ไปจนถึงสว่างค่ะ การช้อปปิ้งในเซินเจิ้น พ่อค้าแม่ค้าที่นั่นจะตั้งราคาแรกไว้สูงมาก แต่ก็อย่าเพิ่งตกใจกับราคาที่แพงจนซื้อไม่ได้นะคะ เพราะท่านสามารถต่อรองราคาได้มากกว่า 50% กันเลยค่ะ การเดินทาง: การเดินทางเข้าประเทศจีน มีอยู่หลายเส้นทางด้วยกันค่ะ ไม่ว่าจะเป็นทางอากาศหรือทางน้ำ ขึ้นอยู่กับเมืองที่ท่านต้องการไปเที่ยวค่ะ เช่น หากท่านต้องการไปเที่ยวกรุงปักกิ่ง ท่านสามารถนั่งเครื่องบินไปลงปักกิ่งโดยตรง หรือ ไปลงฮ่องกงแล้วนั่งรถต่อเข้าไปปักกิ่ง หรือ จะนั่งเรือเข้าไปมหานครปักกิ่งจากมาเก๊าก็ได้เช่นกันค่ะ อาหารท้องถิ่น : อาหารจีนต้นตำรับที่พลาดไม่ได้ เมื่อเดินทางไปเยือนเมืองจีน ก็คือ อาหารเสฉวน เอกลักษณ์อยู่ตรงที่รสเผ็ดและชา รสชาติสด หอม ชุ่มคอ และอร่อย อาหารจานเด็ดของเสฉวน ได้แก่ "หมาผัวโต้วฝู่" หรือ ผัดเต้าหู้เนื้อสับ อาหารหูหนาน หรือ เซียงไช่ ก็เป็นอาหารขึ้นชื่ออีกประเภท มีจุดเด่นอยู่ที่รสเปรี้ยว และเผ็ด นอกจากนี้ เกี๊ยวต้มจีน หรือ เจี่ยวจือ ถือเป็นอาหารท้องถิ่นที่ชาวจีนนิยม รับประทานกันมากค่ะ ท่านที่ไปเที่ยวเมืองจีน อย่าพลาดการลิ้มลองอาหารเลื่องชื่อ เหล่านี้ได้ จากร้านอาหาร และ ภัตตาคารต่างๆของโรงแรมในจีนกันนะคะ ทั้งนี้ อาหารในเมืองจีนส่วนใหญ่รสชาติค่อนข้างจืด สำหรับท่านที่ชอบทาน อาหารรสจัด สามารถนำเครื่องปรุงติดตัวไปรับประทานเองได้นะคะ เช่น น้ำพริก หรือซอสปรุงรสต่างๆค่ะ แหล่งช้อปปิ้ง : แหล่งช้อปปิ้งในจีนที่โด่งดังคงไม่พ้นที่ เซินเจิ้น เป็นแน่ เพราะเป็นห้างที่มีลักษณะคล้ายกับมาบุญครองในบ้านเรา เลยค่ะ ในห้างนั้นจะจำหน่ายสินค้าหลากหลายมากมาย ซึ่งสินค้าส่วนใหญ่จะเป็นสินค้า ลอกเลียนแบบ แต่คุณภาพดีใช้ได้เลยค่ะ แถมคนขายส่วนมากก็พูดภาษาไทย ได้อีกด้วย นอกจากนี้แล้วท่านยังสามารถช้อปปิ้งในจีนได้อีกหลายแห่งค่ะ ในประเทศจีนจะมีตลาดมากมายให้นักท่องเที่ยวได้เลือกซื้อเลือกหากันค่ะ สถานที่ท่องเที่ยวที่สำคัญ ดินแดนมหัศจรรย์ จิ่วไจ้โกว ตั้งอยู่ในบริเวณทางทิศเหนือของมณฑลเสฉวน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งในบริเวณตอนใต้ของเทือกเขาหมิงซาน จิ่วไจ้โกว อยู่ห่างออกไปจากตัวเมืองเฉิงตูราว 500 กิโลเมตร อุทยานจิ่วไจ้โกว หรือที่ชาวตะวันตกเรียกขานกันในนาม‘ดินแดนแห่งเทพนิยาย’ ตั้งอยู่ในอำเภอหนันผิงเขตปกครองตนเองของเผ่าเชียงชนชาติทิเบตทางตอนเหนือของมณฑลซื่อชวนหรือเสฉวน ภาคตะวันตกของจีน ครอบคลุมพื้นที่กว่า 720 ตารางกิโลเมตร ท่ามกลางหุบเขาที่ทอดตัวคดเคี้ยวไปมา โตรกธารลดเลี้ยวผ่านผาสูงและน้ำตกขนาดใหญ่ ก่อเกิดเป็นทิวทัศน์อันตระการตาโดดเด่นด้วยสีสันของภาพภูมิทัศน์โดยรอบ จิ่วไจ้โกวเป็นธารน้ำสองสายที่ไหลมารวมกัน สายหนึ่งไหลมาจากฉางไห่ (ทะเลสาบยาวด้านตะวันตก อีกสายหนึ่งไหลมาจากตาน้ำที่ป่าดึกดำบรรพ์ ทางด้านตะวันออก สองสายธารไหลคู่ขนานแล้วมาบรรจบกันที่ใกล้บริเวณทะเลสาบกระจก หรือจิ้งไห่ จากนั้นไหลรวมกันลงไปสู่แม่น้ำขาวหรือไป๋สุ่ยเจียง มีลักษณะเป็นรูปตัววาย จุดเด่นของ จิ่วไจ้โกว มีอยู่ด้วยกัน 5 อย่างคือ 1. ทะเลสาบน้ำจืดขนาดน้อยใหญ่ที่มีจำนวนมากถึง 144 แห่ง 2. ใบไม้เปลียนสีที่ดูงดงามในต้นฤดูใบไม้ร่วง 3. เทือกเขาที่ยอดเขาปกคลุมไปด้วยหิมะที่แสนงดงาม 4. น้ำตกขนาดน้อยใหญ่และลำธารมากมายที่กระจัดกระจายอยู่ทั่วไปในหุบเขา 5. หมู่บ้านทั้งเก้าของชนเผ่าต่างๆของชาวทิเบต‘จิ่วไจ้โกว’ ในภาษาจีนหมายถึง แควเก้าหมู่บ้าน (คำว่า จิ่ว = เก้า, ไจ้ = หมู่บ้าน, โกว = แควหรือธารน้ำ) โดยมีที่มาจากชนชาติทิเบต 9 หมู่บ้านที่อาศัยอยู่ริมธารน้ำบริเวณนี้มาแต่เดิม จิ่วไจ้โกวได้รับการเรียกขานจากชนเผ่าทิเบตว่าเป็น ‘ขุนเขาธารน้ำอันศักดิ์สิทธิ์’ ดังนั้นสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นขุนเขา ป่าไม้ ลำน้ำ หรือหินทุกก้อนล้วนได้รับการเคารพจากชนเผ่าพื้นเมืองทิเบต ปัจจุบันผืนป่าโบราณอันอุดมแห่งนี้จึงยังคงได้รับการรักษาไว้เป็นอย่างดี จิ่วไจ้โกวเป็นส่วนหนึ่งของผืนป่าทางตอนใต้ของเทือกเขาหมินซาน และเป็นแหล่งต้นน้ำของลำน้ำเจียหลิงที่เป็นสาขาหนึ่งของลำน้ำฉางเจียง(แยงซีเกียง) ตั้งอยู่ริมชายขอบของที่ราบสูงทิเบตดินแดนแห่งหลังคาโลก เป็นเขตต่อเชื่อมจากที่ราบสูงทิเบตสู่มณฑลซื่อชวน สภาพทางนิเวศวิทยาของบริเวณนี้เป็นร่องรอยที่เกิดจากแรงอัดและการเคลื่อนตัวของเปลือกโลกหนุนขึ้นมาจนอยู่ในระดับสูง ทำให้เกิดร่องหินคดเคี้ยวเป็นทางยาว มีทั้งยอดเขาหิมะสูงเสียดฟ้า และหุบเขาลึก เฉพาะเขตที่มีการเปิดให้สาธารณชนเข้าชมก็มีความสูงจากระดับน้ำทะเลตั้งแต่ 2,000 – 3,100 เมตร อุณหภูมิเฉลี่ยตลอดปี 7 – 8 องศาเซลเซียส ด้วยสภาพภูมิประเทศที่มีความสูงต่ำแตกต่างกันอย่างมากมายนี้ ได้ทำให้สภาพภูมิอากาศและพืชพรรณสัตว์ป่าก็มีความหลากหลายและซับซ้อนยิ่งขึ้น‘น้ำ’ ถือเป็นจุดดึงดูดที่สุดในบรรดาสุดยอดความงามของทิวทัศน์จิ่วไจ้โกว ทั้งในด้านรูปลักษณ์ สีสัน ความหลากหลาย อีกทั้งสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่สวยงามยิ่งใหญ่ ทำให้ที่นี่กลายเป็นสถานที่ท่องเที่ยวขึ้นชื่อเลื่องลือระดับชาติของจีน ความงามประหลาดของน้ำในจิ่วไจ้โกวนั้น มีสาเหตุจากการที่แหล่งน้ำในบริเวณนี้มีการสะสมของธาตุแคลเซี่ยมเจือปนอยู่ในปริมาณสูง อีกทั้งโดยมากเกิดกับพืชซึ่งจมอยู่ใต้ท้องน้ำ ทำให้ทะเลสาบและธารน้ำของที่นี่มีสีสันสดใสงดงามแปลกตา ธารน้ำในจิ่งไจ้โกวประกอบด้วยธารน้ำหลัก 2 สายไหลมาบรรจบกันเป็นรูปตัววาย (Y) มีความยาว 50 กว่ากิโลเมตร ตลอดแนวธารน้ำปรากฏบึงน้ำ ทะเลสาบ น้ำตกและโตรกธารมากมาย สายน้ำสีเขียวใสเลี้ยวลดอยู่ระหว่างแมกไม้ราวกับสายสร้อยมรกตที่ประดับอยู่บนอาภรณ์แห่งป่าเขาลำเนาไพร ทะเลสาบเลื่อมสลับลายและน้ำตกที่สูงสง่าอลังการ ทำให้ผู้คนที่มาเยือนไม่อาจละสายตาได้ สำหรับป่าไม้โบราณที่ครอบคลุมอาณาบริเวณในจิ่วไจ้โกวกว่าครึ่ง แน่นครึ้มไปด้วยพืชพรรณแมกไม้หลายหลาก ทั้งยังเป็นแหล่งชุมนุมของสัตว์ป่าและนกนานาชนิด และเนื่องจากสภาพภูมิอากาศมีความแตกต่างกัน ดังนั้นชนิดหรือพันธุ์พืชก็แตกต่างไปตามสภาพทางภูมิศาสตร์ และอากาศ นับตั้งแต่พันธุ์ไม้โบราณ พันธุ์ไม้หายาก พันธุ์ไม้ที่ขึ้นในป่าดิบชื้น พันธุ์ไม้ที่ผ่านการปรับตัวทางพันธุกรรม และเฟิร์นชนิดต่าง ๆที่มีคุณค่ามากมาย ปัจจุบันมีพื้นที่ป่าธรรมชาติกว่า 3 พันตารางกิโลเมตร สัตว์และพันธุ์พืชกว่า 2,000 ชนิด สัตว์อนุรักษ์อีก 17 ชนิด รวมทั้งสัตว์สงวนอย่าง แพนด้า กระทิง ค่างขนทอง ละมั่งลายจุด กวางปากขาว แพนด้าจิ๋ว ลิงกัง ไก่ฟ้า ห่านฟ้า เป็นต้น ปัจจุบัน เส้นทางอุทยานที่เปิดให้สาธารณชนได้เข้าชมมีความยาว 49 กิโลเมตร จากพื้นที่ 3 ใน 9 แคว โดยรัฐบาลจีนได้จัดทำบันไดไม้ปูลาดเป็นทางยาวเลียบไปกับเส้นทางน้ำ ผ่านโตรกธาร บึงน้ำ สระมรกต และน้ำตก เพื่อให้ได้ชื่นชมกับธรรมชาติอย่างใกล้ชิด อีกทั้งจัดรถปลอดมลพิษไว้บริการรับส่งนักท่องเที่ยวที่เมื่อยล้าหรือต้องการเดินทางไปชมในเขตที่ห่างไกลออกไป ความงามแห่งสีสัน จิ่วไจ้โกวมีชื่อเสียงด้านความงามแห่งสีสันที่แปลกเปลี่ยนไม่รู้จบ ทะเลสาบผุดขึ้นท่ามกลางหมู่แมกไม้เขียวขจี น้ำใสเป็นประกายชุ่มฉ่ำ ยอดเขาประกายหิมะ ตัดกับท้องฟ้าใสสีครามสลับปุยเมฆขาวเบาบาง เงาไม้หลากสีสันต้องแสงแดดสะท้อนลงบนผิวน้ำใสราวกระจกของทะเลสาบ เกิดเป็นภาพธรรมชาติอันงดงามที่แปรเปลี่ยนไปตามฤดูกาลผลิ ร้อน ร่วง หนาว ไม่ว่ายามสงัดฟ้าใส หรือฝนตกฟ้าคะนอง ยามเช้าหรือยามเย็น หิมะโปรยหรือยามฝนพรำ สีของน้ำในทะเลสาบก็จะแปรเปลี่ยนไป บ้างเขียวครึ้ม ผสมน้ำเงินเข้ม บ้างฟ้าเขียวสดใส อีกทั้งสาหร่ายและพืชพรรณใต้น้ำที่สะท้อนเงาแดดต่างประชันขันแข่งกันให้สีเขียวมรกต เหลืองบุษราคัม ชมพูจนถึงแดงอ่อน ราวกับเพชรพลอยที่ส่องแสงสะท้อนบาดตายามฤดูใบไม้ผลิ แมกไม้ผลิดอกใบ ทั้งสีแดง เหลือง ม่วง ขาว ของดอกกุหลาบพันปี ต้นท้อและแพร์ป่า สีขาวของลูกแพร์ สลับกับใบอ่อนสีเขียว ที่กำลังผลิดอกออกใบสะพรั่งในฤดูกาลนี้ เมื่อเข้าสู่ฤดูร้อน ป่าทั้งผืนจะกลายเป็นสีเขียวไล่ระดับตั้งแต่เขียวอ่อน เขียวสดใส เขียวเจิดจ้า เขียวเข้ม สะท้อนถึงความเข้มข้นของชีวิตอันอุดมในผืนป่าแห่งนี้ เมื่อฤดูใบไม้ร่วงมาเยือน ต้นไม้ใบหญ้าที่อยู่รอบทะเลสาบจะทยอยผลัดใบเปลี่ยนสีร่วงลงสู่ทะเลสาบ สร้างสีสันให้กับโลกใต้น้ำ ยิ่งกว่าภาพวาดที่จิตรกรจะสรรค์สร้างแต่งเติม ป่าผลัดใบเป็นสีสันฉูดฉาด บ้างเป็นสีส้มเข้ม เหลืองอ่อน แดงชาด แดงเข้ม จนถึงแดงคล้ำ ใบไม้ที่ร่วงหล่น ทำให้เส้นทางสู่ขุนเขาทอดตัวกลายเป็นสีแดงฉาน ราวกับภาพวาดสีน้ำมันบนผืนผ้าใบ ย่างเข้าสู่ฤดูหนาว ทุกหนแห่งถูกปกคลุมด้วยหิมะขาวสะอาดตา น้ำตกที่แข็งตัว เป็นเส้นสาย หยดย้อยลงมาราวกับม่านสีเงิน ส่องประกายวิบวับในแสงแดดอ่อน ผืนป่าถูกปกคลุมด้วยหมอกขาวบางเบา ดูราวกับภาพในฝัน สายธารน้ำสีเงินผนึกตัวเป็นแผ่นน้ำแข็ง ราวกับกระเบื้องเคลือบชั้นดี ที่ประดับตกแต่งด้วยเพชรพลอยสีสดใสอยู่ภายในจิ่วไจ้โกวเป็นผลงาน สร้างสรรค์ด้วยมือมหัศจรรย์ของธรรมชาติ ขุนเขาเขียวขจี สายน้ำใสสะอาดไหลริน ขุนเขาโอบล้อมสายน้ำ สายน้ำพันรัดขุนเขา ขุนเขาสายน้ำสอดประสาน แมกไม้สายธารแนบชิด นับเป็นทิวทัศน์อันสดชื่นกระจ่างตา ภายใต้การจัดวางของธรรมชาติ ทุกสิ่งหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียว เป็นความงามที่มนุษยชาติสุดจะได้พานพบในโลกนี้ข้อมูลอุทยานแห่งชาติจิ่วไจ้โกว มรดกโลกทางธรรมชาติ ปีค.ศ. 1992 ข้อมูลทั่วไป ที่ตั้ง- ทางตอนเหนือของมณฑลซื่อชวน (เสฉวน)ภาคตะวันตกของจีน อาณาเขต - พื้นที่ป่าอนุรักษ์ 643 ตารางกิโลเมตร ระดับน้ำทะเล 2,000 – 4,760 เมตร เขตเปิดให้สาธารณชนท่องเที่ยว 55 ตารางกิโลเมตร ระดับน้ำทะเล 2,000 – 3,100 เมตร สัตว์ป่าอนุรักษ์ 2,576 ชนิดการเดินทาง : เดินทางโดยเครื่องบินลงที่สนามบินนานาชาติเฉิงตู แล้วต่อรถโดยสารทางไกลไปจิ่วไจ้โกว ใช้เวลา 1 วัน มีรถบัสออกจากเฉิงตู(成都)สามารถขึ้นรถได้ 2 แห่ง 1) ที่สถานีขนส่งเฉิงตูประตูทิศใต้(สายใหม่)(成都新南门旅游汽车站) ทุกวันเวลาเช้า 8 : 00 น. ถึงจิ่วไจ้โกวราว 5 โมงเย็น ราคาตั๋ว 95 หยวน 2) ที่สถานีรถประตูทิศตะวันตก(西门车站) ที่ถนนหยิงเหมินโข่ว(营门口路) มีรถโดยสารระยะทางไกลเดินทางไปจิ่วไจ้โกว ตลอดฤดูกาล รถออกเวลา 7 : 30 น.เช้า (มีบริการรถนอน ออกเย็นถึงจิ่วไจ้โกวเช้า) ราคาตั๋ว 87 หยวน ทั้งนี้เส้นทางรถอาจทำให้นักท่องเที่ยวเหน็ดเหนื่อยอย่างมาก และอาจไม่สะดวกสำหรับท่านที่เมารถง่าย เพราะใช้เวลาเดินทางมากกว่า 10 ชม. และเป็นทางขึ้นเขา โดยเฉพาะในฤดูฝนเส้นทางอันตราย (ราคาตั๋วอาจรวมค่าประกันชีวิต) หากท่านเดินทางออกจากเมืองเล่อซัน(乐山) สามารถนั่งรถบัสไปจิ่วไจ้โกวได้ ทุกวันพฤหัสบดีและวันอาทิตย์ รถออกเวลา 8 : 30 น. เส้นทางแนะนำ : ขณะนี้มีการเปิดเส้นทางบินจากเฉิงตูไปจิ่วไจ้โกว ทุกวัน เที่ยวเช้าหรือบ่าย(ตารางเวลาไม่แน่นอน) เป็นเส้นทางที่สะดวกและรวดเร็ว สามารถสอบถามและจองตั๋วได้ตามออฟฟิศจำหน่ายตั๋วที่สนามบินเฉิงตู จากเฉิงตูไปยังสนามบินจิ่วไจ้โกวหวงหลงใช้เวลาบินเพียง 40 นาที สนามบินนี้อยู่ห่างจากอุทยานฯจิ่วไจ้โกวเพียง 88 กิโลเมตร อนึ่ง เนื่องจากสนามบินจิ่วไจ้โกวมีความสูง 3,400 เมตร หากเกิดอาการแพ้ที่สูง (จะมีอาการวิงเวียน คลื่นไส้ ใจเต้นถี่ ปวดศรีษะ เหนื่อยง่าย) ให้พยายามนั่งนิ่ง ๆ หรือเคลื่อนไหวช้า ๆ อย่ายกของหนัก และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่สนามบินอย่างเคร่งครัด การเดินทางภายในอุทยานฯ : ห้ามนำรถยนต์ทุกชนิดเข้าในเขตอุทยานฯ อนุญาตให้นักท่องเที่ยวใช้รถเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ทางอุทยานฯจัดให้บริการเท่านั้น ราคาตั๋ว(ราคาเมื่อ มีนาคม 2004) : พฤษภาคม-มิถุนายน 78 หยวน/คน ; กรกฎาคม-ตุลาคม 88 หยวน/คน ; พฤศจิกายน-เมษายน 68 หยวน/คน ให้บริการเที่ยวชมใน 3 เขต ได้แก่ 1) ปากทางอุทยานฯจิ่วไจ้โกว-นั่วยื่อหลัง (沟口—诺日朗) 14.5 กิโลเมตร 2) เส้นทางจากนั่วยื่อหลัง-ฉางไห่ (诺日朗—长海) ระยะทาง 18 กิโลเมตร 3) เส้นทางจากนั่วยื่อหลัง- ป่าดึกดำบรรพ์ (诺日朗—原始森林) ระยะทาง 18 กิโลเมตร ทั้งสามเส้นทางสามารถขึ้น-ลงรถได้ที่ป้ายรถ 22 จุด ราคาบัตรผ่านประตู : ฤดูท่องเที่ยว 1 เมษายน – 15 พฤศจิกายน ราคา 220 หยวน ส่วนระหว่าง 16 พฤศจิกายน – ปลายเดือนมีนาคม ราคา 80 หยวน ( ราคาปรับใหม่เมื่อ 1 กรกฎาคม 2548 ) นักท่องเที่ยวที่ต้องการเข้าไปเที่ยวในอุทยานฯจิ่วไจ้โกว มากกว่าหนึ่งครั้งขึ้นไปต้องทำเรื่องล่วงหน้า ณ จุดจำหน่ายตั๋ว ที่พักบนจิ่วไจ้โกว : มีโรงแรมที่พักทุกระดับ และที่พักราคาถูกของผู้ประกอบการชาวทิเบต(藏族)ในพื้นที่ ราคาเฉลี่ย 40-50 หยวน/คน/คืน จุดท่องเที่ยวในจิ่วไจ้โกว : แบ่งเป็น 5 เขตใหญ่ คือ
สถานที่ท่องเที่ยวใกล้เคียง : อุทยานแห่งชาติหวงหลง (มรดกโลกทางธรรมชาติ)ห่างจากจิ่วไจ้โกวกว่า 300 กิโลเมตร ราคาตั๋ว 110-70 หยวน(ตามฤดูกาลท่องเที่ยว) ใช้เวลาท่องเที่ยววันเดียว(4-5ชม.) เปิดตั้งแต่ 9 :10 – 16 :40 น. (ส่วนใหญ่การเดินทางไปอุทยานฯหวงหลงจะรวมอยู่ในโปรแกรมท่องเที่ยวจิ่วไจ้โกวแล้ว ท่านสามารถระบุจุดหมายท่องเที่ยวก่อนเดินทาง) วัดหวงหลง (黄龙寺) ห่างจากจิ่วไจ้โกว 128 กิโลเมตร สามารถเดินทางโดยรถบัสจากจิ่วไจ้โกวลงใต้ไปเมืองซงพัน(松潘) ราว 92 กิโลเมตร ถึงวัดชวนจู่ซื่อ(川主寺) แล้วต่อรถไปทางตะวันออก อีก 41 กิโลเมตร จึงถึงวัดหวงหลง (黄龙寺) ข้อควรระวัง : สภาพอากาศในอุทยานแห่งชาติจิ่วไจ้โกวหนาวมาก โดยเฉพาะในช่วงเช้าและเย็น อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำกว่าอุณหภูมิในตัวเมืองเฉิงตูราว 10 องศาเซลเซียส เดินทางในฤดูร้อนก็ควรเตรียมเสื้อคลุมกันหนาวไปด้วย (อุณหภูมิสูงสุดในเดือนกรกฎาคมราว 22.2 องศาเซลเซียส ต่ำสุดในเดือนมกราคมราว 1.7 องศาเซลเซียส) หลังเดือนตุลาคมไปแล้ว จิ่วไจ้โกวจะเข้าสู่ฤดูหนาวซึ่งไม่ใช่ฤดูท่องเที่ยว ร้านขายอาหารหลายแห่งปิดให้บริการ ควรเจรจากับทางสถานที่พักให้เตรียมจัดหาอาหารไว้ล่วงหน้า (ฤดูท่องเที่ยวอุทยานฯจิ่วไจ้โกวและหวงหลง อยู่ในเดือนเมษายน-พฤษภาคม, กันยายน-ตุลาคม- 15 พฤศจิกายน) รู้จักมาเก๊า (Macau) ได้ชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งการพนันและคาสิโนนามระบือ แต่..จะมีสักกี่คนที่รู้จักมาเก๊าในด้านอื่นๆ การท่องเที่ยวมาเก๊า (ประเทศไทย) ขอทำหน้าที่นำท่านไปรู้จักกับมาเก๊าในด้านอื่นๆ มาเก๊า มีภาพความงามแห่งศิลปะวัฒนธรรมของโลกตะวันออกและตะวันตกให้ได้ชื่นชม และยังมีมนต์เสน่ห์แห่งความเชื่อและศรัทธาทางศาสนา ตลอดจนวิถีชีวิตที่ผสมผสานกันอย่างกลมกลืน กว่าจะเป็นชื่อ มาเก๊ามีที่มาจากอาม่า องค์เทพธิดาแห่งท้องทะเลผู้ศักดิ์สิทธิ์ ตามตำนานเล่าสืบต่อกันมาว่า อาม่ามีพระนามเดิมว่า "หลิงม่าไ หญิงสาวชาวฟูเจี้ยนที่วันหนึ่งเธอต้องการข้ามฝั่งมายังคาบสมุทรดอกลิลลี่ขาว หรือ "เอ้าเหมิน" ตามชื่อในภาษาจีน จึงขอโดยสารมากับเรือของชาวประมงชราคนหนึ่งซึ่งเป็นเพียงเรือลำเล็กๆ ที่ยอมให้หลิงม่า โดยสารมาด้วย ในระหว่างที่เรือล่องอยู่กลางทะเล เกิดมีพายุขึ้นอย่างรุนแรงทำให้เรือหลายลำต้องอับปาง แต่ด้วยปาฏิหาริย์ในคำสั่งฟ้าของหลิงม่าทำให้เรือที่เธอโดยสารมา เข้าถึงฝั่งได้อย่างปลอดภัย ทันทีที่หลิงม่า ก้าวเท้าขึ้นสู่ฝั่ง เธอก็ลอยขึ้นไปบนฟ้าและหายลับไป ชาวประมงทั้งหลายต่างเชื่อกันว่าเธอ คือ องค์เทพธิดาแห่งท้องทะเล นับตั้งแต่นั้นดินแดนแห่งนี้ก็ได้รับการขนานนามว่า "อ่าวของ อาม่า" หรือ "อา-หม่า-เกา" ที่เพี้ยนเสียงมาเป็น "มาเก๊า" ในปัจจุบัน มาเก๊าตั้งอยู่ในเขตมณฑลกวางตุ้ง บนชายฝั่งทะเลด้านตะวันตกของสามเหลี่ยม ปากแม่น้ำเพิร์ล ทิศเหนือติดกับเมือง จูไห่ของมณฑลกวางตุ้ง มาเก๊าประกอบด้วยดินแดน 4 ส่วน คือ คาบสมุทรมาเก๊า, เกาะไทปา, เกาะโคโลอาน และพื้นที่ถมทะเลขึ้นมาใหม่ เรียกว่า โคไท ซึ่งจะเชื่อมต่อเกาะไทปาและเกาะโคโลอาน เข้าเป็นพื้นที่เดียวกัน ด้วยมาเก๊าเป็นประเทศเล็กๆ ที่มีพื้นที่เพียง 27.3 ตร.กม. (คาบสมุทรมาเก๊า 8.7 ตร.กม., ไทปา 6.3 ตร.กม., โคโลอาน 7.6 ตร.กม. และโคไท 4.7 ตร.กม.) ระหว่างมาเก๊าและไทปา เชื่อมถึงกันด้วย สะพาน 2 สะพาน คือ สะพานมาเก๊า-ไทปา ระยะทาง 2.5 ก.ม. และสะพานมิตรภาพ ระยะทาง 4.5 ก.ม. ซึ่งใช้เดินทางเข้าไปยังสนามบินมาเก๊าได้ สภาพภูมิอากาศ มาเก๊า มีภูมิอากาศค่อนข้างอบอุ่น โดยเฉลี่ยอยู่ราว 20 องศาเซลเซียส (68 ฟาเรนไฮด์) มีความชื้นสัมพัทธ์สูงเฉลี่ย 75%-90% โดยแบ่งเป็นฤดูกาลต่างๆ ได้ดังนี้ - ฤดูใบไม้ร่วง (ต.ค.-ธ.ค.) ถือเป็นช่วงที่อากาศดีที่สุด เหมาะแก่การท่องเที่ยว - ฤดูหนาว (ม.ค.-มี.ค.) แม้ว่าจะมีอากาศค่อนข้างหนาว แต่ก็มีแสงแดด ให้พออบอุ่น เหมาะกับนักท่องเที่ยวที่ต้องการไปสัมผัสอากาศเย็น - ฤดูร้อนและฝน (เม.ย.-ก.ย.) ในช่วงนี้อากาศจะเริ่มร้อนอบอ้าว และมีความชื้น สัมพัทธ์สูงในบางช่วงจะมีฝนตกและมักเกิดพายใต้ฝุ่น ราวเดือน มิ.ย.-ส.ค.ในกรณีที่เกิดพายุไต้ฝุ่นถึงระดับ 8 สะพานเชื่อมไทปา, โคโลอาน จะถูกปิดลงชั่วคราว ขณะเดียวกันการเดินเรือ โดยสารและเที่ยวบินต่างๆ ระหว่าง ฮ่องกง-มาเก๊า จะถูกยกเลิกชั่วคราว จนกว่าจะปลอดภัย โบสถ์เซนต์ปอล (Ruins of St. Paul's) : นับเป็นสัญลักษณ์ประจำเมืองมาเก๊าที่ทุกคนจะต้องขอไปเยือน โบสถ์แห่งนี้ถูกสร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1602 เพื่อใช้เป็นโรงเรียนสอนศาสนาแห่งแรกของชาวตะวันตกในดินแดนตะวันออกไกล ต่อมาในปี ค.ศ. 1835 ได้เกิดเพลิงไหม้อย่างรุนแรง ทำให้เกิดความเสียหายทั้งหลัง คงเหลือเพียงประตูหน้าและบันไดทางเข้าเท่านั้น และได้รับการบูรณะขึ้นใหม่ในปี ค.ศ. 1991 ปัจจุบันได้รับการเสนอชื่อแก่องค์การยูเนสโก้ ให้เป็นมรดกโลกอีกด้วย ด้านหลังของประตูโบสถ์ได้จัดเป็นพิพิธภัณฑ์ทางศาสนา เพื่อรวบรวมภาพเขียนและจัดแสดงอุปกรณ์ที่ใช้ในการพิธีทางศาสนา มีหลุมฝังศพของบาทหลวง วาลิคนาโน ผู้ก่อตั้ง และโครงกระดูกของชาวคริสต์ญี่ปุ่น และเวียดนามที่เสียชีวิตเมื่อคราวที่เกิดไฟไหม้ครั้งนั้น The Venetian เป็นการพัฒนาโรงแรม-รีสอร์ท ในรูปแบบเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ คอมเพล็กซ์ พร้อมๆ กับการรุกเข้าสู่ตลาดการประชุมสัมมนา การท่องเที่ยวเชิงรางวัล และการจัดนิทรรศการเต็มรูปแบบ เป็นแหล่งบันเทิงที่ยิ่งใหญ่ที่สุด หรืออาจจะกล่าวว่าเป็นแหล่งบันเทิงที่ใหญ่ที่สุดของโลกก็ได้หากดำเนินการไปจนเสร็จสิ้นโครงการ ด้วยเงินลงทุนประมาณ 2,400 ล้านดอลลาร์ จากการลงทุนของบริษัท Las Vegas sands Corp. ซึ่งมีทั้งแหล่งคาสิโนและโรงแรมที่มีแต่ห้องพักในแบบของ Suite และ Resort จำนวนถึง 3,000 ห้อง เนื้อที่สำหรับจัดงานรื่นเริงต่างๆและการประชุมมีเนื้อที่ถึง 120,000 ตารางเมตร เนื้อที่สำหรับการแสดงเพื่อความบันเทิงต่างๆ จุได้ถึง 15,000 ที่นั่ง ร้านค้าย่อยของสินค้ามีชื่อจากทุกมุมโลกถึง 350 ร้าน และมีโรงละครสัตว์ที่มีชื่อเสียงที่สุดของโลกคือ Cirque du Soleil ที่มีขนาดจุได้ถึง 1,800 ที่นั่ง โซน Casino สำหรับท่านที่ชอบคาสิโน ที่นี่ก็ยังมีให้เลือกเล่นได้ 4 โซน, ล่องเรือ Condola ชมความงามและสัมผัสเมืองจำลองจากลาสเวกัส และได้ชมท้องฟ้าจำลองเสมือนจริง (ไม่รวมค่าล่องเรือประมาณ HK$ 120 ต่อลำ/ ต่อรอบ นั่งได้ 4 ท่าน) ภายในจะมีทั้งหมด 3 เฟส แต่ปัจจุบันเปิดได้ 1 เฟสเท่านั้นเฟสแรกเปิดเพียง 3,000 ห้องเท่านั้น สิ่งอำนวยความสะดวกในห้อง พักทุกห้องจะประกอบไปด้วย ห้องครัวเล็กๆ, ชุดเย็บปักถักร้อย, เตียงเด็กอ่อน, งานแม่บ้าน, เครื่องเป่าผม, เครื่องตรวจจับควัน, เสื้อคลุมอาบน้ำ เช่นเดียวกับสิ่งอำนวยความสะดวกอื่นๆ โรงแรมสุดหรูใน Macau แห่งนี้ และภายในโรงแรมยังมี ATM / ธนาคาร , บริการแม่บ้านทุกวัน, แลกเปลี่ยนเงินตรา, บริการโทรปลุก, สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการ, โสตทัศนูปกรณ์, บริการรถรับส่งจาก/ถึงสนามบิน, มีแพทย์ประจำการ ให้อีกด้วย หลังจากวันอันเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหรือการท่องเที่ยว ชมวิวโดยเฮลิคอปเตอร์/เครื่องบิน, บริการเรือพาย, ซาวน่า, ห้องอาบแดด, บริการนวด, จาคุซซี เป็นหนึ่งในวิธีในการผ่อนคลาย ทำเลที่ตั้งที่เหมาะสม พนักงานที่ทุ่มเทกับการให้บริการ และสิ่งอำนวยความสะดวกชั้นเลิศ ผู้ออกแบบได้ออกแบบและตกแต่ให้มีลักษณะของการจำลองเอาสถานที่ที่มีชื่อเสียงทั้งหมดของเกาะเวนิสมาไว้ที่นี่ ไม่ว่าจะเป็นจัตุรัส San Marco สะพาน Rialto พระราชวัง Dodge สะพานแห่งลมหายใจ ฯลฯ มาใช้ตกแต่งรูปด้านภายนอกที่มองเห็นได้แต่ไกล ดูยิ่งใหญ่ตระหง่านตา ราวกับได้ไปล่องเรืออยู่ที่ด้านหน้าของเกาะเวนิสจริง ๆ ส่วนภายในนั้นก็นำเอาศิลปะในรูปแบบของเวเนเชี่ยนมาใช้ตกแต่งทุกรายละเอียดภายใน ไม่ว่าจะเป็นห้องโถงของโรงแรม ทางเดินในศูนย์การค้าที่มีลำคลองที่คดเคี้ยวไปตามทางเดิน มีสะพานโค้งทอดข้ามคลองเช่นเดียวกับในเกาะเวนิส เพดานวาดเป็นลวดลายก้อนเมฆในยามตะวันโพล้เพล้ มีเรือกอนโดล่าพายอยู่ในลำคลอง ท้ายเรือมีหนุ่มนักแจวเรือในเสื้อยืดรัดรูปลายน้ำเงิน ขาว กางเกงฟิตสีกรมท่า ผูกผ้าพันคอสีแดง ใส่หมวกฟาง ร้องเพลงพื้นเมืองเช่น O Sole Meo ด้วยเสียงอันก้องกังวาน สร้างบรรยากาศราวกับได้เดินทอดอารมณ์อยู่ริมคลอง Rio Grande ชวนให้นักท่องเที่ยวต่างพากันยกกล้องมาถ่ายรูปไว้เป็นที่ระลึกกันเป็นแถว ตึก ลีอัล เซนาโด (Leal Senado Building) เป็นที่รวบรวมหนังสือโบราณ รวมทั้งเอกสารสำคัญจากต่างประเทศตั้งแต่ศตวรรษที่ 17 ถึงทศวรรษ 1950 โดยเฉพาะเอกสารที่บันทึกบทบาทของโปรตุเกสในทวีปแอฟริกาและกลุ่มประเทศในเอเชียตะวันออก ห้องสมุดยังมีสำเนาของ "อา อาเบล่า ดะ ชีนา" ( A Abelha da China ) ภาษาโปรตุเกส ฉบับแรกในประเทศจีนด้วย เปิดให้เข้าชม 09.00-21.00 น. ปิดวันจันทร์ จตุรัสเซนต์ออกัสติน ( St.Augustine's Square ) เช่น โบสถ์เซนต์ออกุสติน โรงละครโดมเปโดร ที่ห้า โรงเรียนนักธรรมและโบสถ์เซนต์โยเซฟ และห้องสมุด เซอร์โรเบิร์ต โฮ ทุง ถนนปูด้วยก้อนหินชวนให้นึกถึงถนนแบบเดียวกันในโปรตุเกส โรงละคร ดอม เปโดร ที่ห้า(Dom Pedro V Theatre) แรกเริ่มนั้นสร้างเฉพาะส่วนหลักของโรงละคร จนกระทั่งปี 1873 จึงมีการเพิ่มส่วนหน้าที่ออกแบบตามสไตล์นีโอคลาสสิค นับเป็นโรงละครตามแบบตะวันตกแห่งแรกในประเทศจีน แต่เดิมชุมชนชาวโปรตุเกสใช้เป็นที่จัดงานสำคัญต่างๆ ปัจจุบันใช้เป็นที่สำหรับแสดงละครและคอนเสิร์ต เปิดให้เข้าชม 10.00-23.00 น. จตุรัสลีเลา ( Lilau Square ) ผู้ตั้งถิ่นฐานชาวโปรตุเกสรุ่นแรกที่มาอาศัยอยู่ได้ตั้งสุภาษิตเป็นภาษาโปรตุเกสเปรียบเปรยบริเวณนี้ไว้ว่า "ผู้ใดที่ดื่มน้ำจากลีเลาแล้วจะไม่มีวันลืมมาเก๊า หากไม่ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่นี่ ก็จะต้องกลับมาอีกครั้ง" ซึ่งแสดงถึงคววามผูกพันธ์ของชาวท้องถิ่นที่มีต่อจตุรัสนี้ อาคารโดยรอบส่วนใหญ่เป็นอพาร์ตเมนต์ ซึ่งออกแบบและตกแต่งตามสไตล์โปรตุเกสให้บรรยากาศแบบยุโรปตอนใต้ ค่ายทหารชาวมัวร์ ( Moorich Barracks ) ปัจจุบันคือกองบังคับบัญชาของคณะบริหารฝ่ายการเดินเรือของมาเก๊า แต่อาคารยังคงโดดเด่นด้วยสถาปัตยกรรมแบบนีโอคลาสสิคที่ได้รับอิทธิพลของพวกโมกุลผสมผสานเข้าไปด้วย เปิดให้เข้าชม 09.00-18.00 น. พิพิธภัณฑ์บ้านไทปา (Taipa Houses Museum) เป็นอีกพิพิธภัณฑ์หนึ่งซึ่งมีความสวยงามและขึ้นชื่อว่าเป็นถนนสายโรแมนติกของทุกคู่รัก โอบล้อมด้วยบรรยากาศที่ร่มรื่นสวยงาม ด้วยอาคารสไตล์โปรตุเกส 5 หลังสีเขียวขาวคลาสสิค ซึ่งมีชื่อเรียกต่างกัน คือ Macanese House, House of Islands, House of Portugal Regions, Exhibition Gallery และ Reception House แต่ละหลังจัดแสดงเรื่องราวเกี่ยวกับ วิถีชีวิตของชาวมาเก๊า และชาวโปรตุเกสที่น่าสนใจ เป็นการจำลองภาพชีวิตในอดีตให้เห็นและสัมผัสกันได้เต็มความรู้สึก ไม่ว่าจะเป็นสิ่งของเครื่องใช้ต่าง ๆ เสื้อผ้าเครื่องแต่งกาย รวมไปถึงภาพถ่ายแห่งความทรงจำ ของเกาะไทปาและโคโลอาน ในส่วนของ Exhibition Gallery จะจัดแสดงนิทรรศการทางศิลปะ และภาพภ่ายหมุนเวียนให้ผู้สนใจเข้าชมได้ตลอดทั้งปี เปิดให้เข้าชมทุกวัน (เว้นวันอังคาร) ตั้งแต่เวลา 10.00 น. - 17.00 น. ค่าเข้าชมท่านละ MOP$ 5 นอกจากนี้มาเก๊ายังมีพิพิธภัณฑ์ที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ พิพิธภัณฑ์ทางศิลปะ (Macau Museum of Art), พิพิธภัณฑ์ดับเพลิง (The Fire Department Museum), พิพิธภัณฑ์โรงรับจำนำ (Pawnshop Museum) บัตรท่องเที่ยวพิพิธภัณฑ์ (Museum Pass) : หรือบัตรเข้าชมพิพิธภัณฑ์ราคาประหยัด ผู้สนใจสามารถซื้อได้ในราคา ผู้ใหญ่ท่านละ MOP$ 25 เด็กท่านละ MOP$ 12 บัตรใบนี้ใช้เข้าชมพิพิธภัณฑ์ภายใน 5 วัน ได้ถึง 6 แห่ง ได้แก่ พิพิธภัณฑ์รถแข่งกรังปรีซ์, พิพิธภัณฑ์ไวน์, พิพิธภัณฑ์ทางทะเล, พิพิธภัณฑ์หลินซีซู, พิพิธภัณฑ์ทางศิลปะ, พิพิธภัณฑ์มาเก๊า วัดอาม่า ( A-Ma Temple ) วัดอาม่า คือวัดที่เก่าแก่ที่สุดและเก็บรักษาศิลปะวัตถุเก่าแก่ซึ่งมีมูลค่ามหาศาลไว้มากมาย เป็นอาคารสถาปัตยกรรมที่คงอยู่มาได้ยาวนานที่สุดของมาเก๊า ในบริเวณวัดมีศาลาซุ้มประตู หอเมตตาธรรม ศาลเจ้าแม่กวนอิม และศาลพระพุทธ เปิดให้เข้าชม 07.00-18.00 น. พิพิธภัณฑ์ไวน์ (Wine Museum) มาเก๊าได้รับวัฒนะธรรมการกินดื่มมาจากโปรตุเกส ไวน์จึงเป็นเครื่องดื่มอีกชนิดที่สำคัญในมื้ออาหารของชาวมาเก๊า พิพิธภัณฑ์ไวน์แห่งนี้ เป็นแห่งเดียวในเอเชีย ที่รวบรวมเรื่องราวเกี่ยวกับ กรรมวิธีการทำไวน์ เครื่องมือ เสื้อผ้าการแต่งกาย และ คอลเลคชั่นไวน์จากโปรตุเกสและจีน พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ตั้งอยู่ในศูนย์กิจกรรมนักท่องเที่ยว ตรงข้ามกับพิพิธภัณฑ์รถแข่งกรังปรีซ์ เปิดให้เข้าชมทุกวัน (เว้นวันอังคาร) ตั้งแต่เวลา 10.00 น. - 18.00 น. ค่าเข้าชม ผู้ใหญ่ท่านละ MOP$ 15 (ค่าเข้าชมรวม ชิมไวน์), เด็กอายุ 11-18 ปี ท่านละ MOP$ 5 นักท่องเที่ยวสามารถขอซื้อบัตร แบบแพ็คเก็จเข้าชมพิพิธภัณฑ์รถแข่งกรังปรีซ์ และพิพิธภัณฑ์ไวน์ได้ในราคา MOP$ 20 เซนาโด้สแควร์ ย่านการค้าเซนาโด้สแควร์ โดดเด่นด้วยพื้นถนนที่ปูลาดด้วยกระเบื้อง เป็นลอนคลื่น เปรียบเสมือนท้องทะเลอันอุดมสมบูรณ์ ล้อมรอบไปด้วยอาคารสไตล์ยุโรปหลากสีสัน ที่นี่จัดว่าเป็นแหล่งช้อปปิ้งที่รวมไว้ซึ่งร้านค้าต่างๆ มากมาย ทั้งแฟชั่น แบรนด์เนม ร้านแผงลอย เฟอร์นิเจอร์โบราณ อัญมณี เครื่องประดับ ของที่ระลึก ฯลฯ เรียกว่าจะหาซื้ออะไรในมาเก๊า มาที่นี่ที่เดียวก็ได้ครบ หมู่บ้านไทปา (Taipa Village) เป็นพื้นที่ชานเมือง ที่ได้รับการพัฒนาทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว จึงเป็นแหล่งรวมโรงแรมหรูระดับ 5 ดาวหลายแห่ง นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของหน่วยงานสำคัญอีกหลายแห่ง อาทิ สนามบินนานาชาติมาเก๊า มหาวิทยาลัยมาเก๊า สนามกีฬามาเก๊า พิพิธภัณฑ์บ้านไทปา และฟู้ดสตรีทซึ่งเป็นแหล่งรวมภัตตาคาร ร้านอาหารทั้งจีน โปรตุเกส แมคกันนีส อิตาลี และอีกหลายเชื้อชาติ นอกจากนี้ยังมีร้านขนมของฝากมากมาย ซึ่งบางร้านเปิดให้บริการมากว่า 3 ชั่วอายุคนแล้ว และทุกวันอาทิตย์ เวลา 12.00 น. - 21.00 น. ก็ยังมีตลาดนัด ที่มีการออกร้านหลากหลายประเภท อาทิ สินค้าหัตถกรรม เสื้อผ้า ของเล่น ที่สามารถต่อรองราคากันได้ ใกล้ๆ กับทางเข้าสโมสรแข่งม้า (Macau Jockey Club) มีการประดิษฐานองค์พระพรหมสี่หน้า ที่ได้รับต้นแบบมาจากพระพรหมเอราวัณอีกด้วย รูปปั้นเจ้าแม่อาม่าและหมู่บ้านวัฒนธรรม (Statue of A-Ma and Cultural village) บนยอดเขาโคโลอาน เป็นที่ประดิษฐานองค์รูปปั้นเจ้าแม่อาม่าอันศักดิ์สิทธิ์ องค์รูปปั้นแกะสลักจากหินอ่อนที่เมืองเหอเป่ย มีความสูงถึง 19.99 เมตร จากจุดนี้นักท่องเที่ยว สามารถชมทัศนียภาพของเมืองมาเก๊า และบริเวณโดยรอบดินแดนปากแม่น้ำเพิร์ลได้ชัดเจน บริเวณก่อนทางขึ้นไปยังรูปปั้น เป็นที่ตั้งของหมู่บ้านวัฒนธรรมที่มีสถาปัตยกรรมแบบจีน องค์รูปปั้นและหมู่บ้านวัฒนธรรมแห่งนี้ ก่อสร้างขึ้นด้วยเงินบริจาค จากผู้มีจิตศรัทธาในองค์เจ้าแม่ นับเป็นแหล่งท่องเที่ยวแห่งใหม่ที่น่าแวะเยือน บริเวณเชิงเขาหน้าถนนใหญ่มีบริการรถรับส่งฟรี ไว้คอยให้บริการแก่นักท่องเที่ยว หมู่บ้านโคโลอาน (Coloane Village) เกาะโคโลอานจัดเป็นเขตชนบทของมาเก๊าที่แวดล้อมไปด้วย ต้นไม้ หุบเขา หมู่บ้านชนบท และอ่าวเลียบชายหาด 2 แห่ง คือหาดฮักซา (Hac Sa) และหาดเชออควาน (Cheoc Van) นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของ สปอร์ต คอมเพล็กซ์ ขนาดใหญ่ ซึ่งรวมสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้รักการกีฬาไว้อย่างครบครัน มีสนามกอล์ฟซึ่งอยู่ภายในอาณาเขตของโรงแรมเวสทิน สนามแข่งรถโกคาร์ท และสนามขี่ม้า หมู่บ้านโคโลอาน เป็นชุมชนที่ตั้งบนพื้นที่รอบโบสถ์เซนต์ฟรานซิสซาเวีย (St. Francis Savier Church) และวัดตัมคุง (Tam Kung Temple) ภายในหมู่บ้านมีสวนสาธารณะเล็กๆ และรูปปั้นของคิวปิด พื้นถนนปูด้วยโมเสกสีขาวเหลือง บริเวณนี้มีร้านอาหารทะเลสดที่ราคาไม่แพง ร้านส่วนใหญ่จะเปิดให้บริการในเวลาเย็น ด้วยบรรยากาศสบายๆ ริมชายฝั่งทะเลจีนใต้ หน้าหมู่บ้านมีอนุสาวรีย์ สร้างขึ้นเพื่อรำลึกถึงยุคสมัยที่โจรสลัดเข้ามาตั้งฐานที่มั่นอยู่ในมาเก๊า เดินเรื่อยไปในหมู่บ้าน จะได้เห็นบรรดาอาคารบ้านเรือนโบราณที่มีอยู่ทั่วไป ที่โคโลอานเองยังมีท่าเรือน้ำลึกตั้งอยู่บริเวณเดียวกับหมู่บ้านคาโฮ (Ka Ho) หมู่บ้านชนบทที่ในอดีต เต็มไปด้วยผู้อพยพจากเวียดนาม ที่เข้ามาขอลี้ภัยในมาเก๊า และยังเป็นสถานที่ ซึ่งบรรดาโจรสลัดเคยแล่นเรือมาทอดสมอ อยู่ที่บริเวณริมหาดอีกด้วย รูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม (Kun Iam Statue) โปรตุเกสสร้างขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ให้กับมาเก๊า เนื่องในโอกาสที่ส่งมอบ มาเก๊าคืนให้กับจีน องค์รูปปั้นเป็นสีทองมีพระลักษณ์ละม้ายชาวตะวันตก ประดิษฐานบนดอกบัว ภายในฐานรูปปั้นจะเป็นพิพิธภัณฑ์ซึ่งแสดงถึงประวัติความเป็นมา และวัตถุประสงค์ในการก่อสร้าง บริเวณนี้เป็นสถานที่ซึ่งชาวมาเก๊า นิยมมาพักผ่อนมากที่สุดแห่งหนึ่ง ถนนที่อยู่ใกล้กับองค์รูปปั้น เรียกว่า ถนน ดร.ซุนยัดเซ็น ในยามค่ำคืน จะมีร้านอาหาร ผับ บาร์เปิดให้บริการ สวนคาโมส (Camoes Garden and Grotto) มาเก๊า มีสวนสาธารณะที่จัดแต่งตามฮวงจุ้ยอยู่หลายแห่ง ล้วนดูสวยแปลกตา น่าเข้าไปเยี่ยมชม อาทิ อุทยานไม้ดอกไม้ประดับที่สวยงาม สองข้างทางขนาบไปด้วยต้นไทรอายุหลายร้อยปี ยามเช้าของแต่ละวัน จะมีผู้สูงอายุเข้ามาเดินเล่นภายในสวน บ้างก็หิ้วกรงนกที่เลี้ยงไว้มาเดินเล่น หรือไม่ก็มาออกกำลังกายเบาๆ เพื่อสุขภาพ บริเวณยอดเขาจะมีคูหาเล็กๆ สไตล์อังกฤษภายในมีรูปสลักครึ่งตัว พร้อมบทกวีในภาษาจีน และโปรตุเกสที่จารึกไว้ เพื่อเป็นเกียรติแก่ Camoes กวีชาวโปรตุเกสชื่อดัง ที่เข้ามาใช้ชีวิตในมาเก๊าในช่วงปี ค.ศ. 1557 โบสถ์เพนญ่า (Penha Church) บนเขาเพนญ่าเป็นที่ตั้งของโบสถ์เพนญ่าที่สง่างาม และเป็นที่พำนักของบาทหลวง ภายในมีบันไดที่พาลงไปยังโรงสวดเล็กๆ ในช่วงเทศกาลแห่แม่พระฟาติมา ซึ่งตรงกับวันที่ 13 พฤษภาคมของทุกปี จะมีขบวนแห่องค์แม่พระไปยังโบสถ์เพนญ่า วัดเจ้าแม่อาม่า (A-Ma Temple) หรือที่รู้จักกันในนามของ ศาลเจ้าแม่ทับทิม ตั้งอยู่บริเวณเขาบาร์รา สร้างขึ้นเพื่อเป็นการถวายสักการะแก่อาม่า องค์เทพธิดาแห่งท้องทะเล ภายในมีก้อนหินขนาดใหญ่ ซึ่งแกะสลักเป็นรูปเรือสำเภาโบราณ เพื่อเป็นสัญลักษณ์แสดงว่า เป็นจุดที่เจ้าแม่อาม่าย่างเท้าก้าวขึ้นสู่ผืนดินมาเก๊า บริเวณหน้าวัดมีรูปปั้นสิงโตหินอยู่ 2 ตัว เชื่อกันว่าหากใครได้หมุนลูกแก้ว ที่อยู่ในปากสิงโตไปทางขวา 3 ครั้ง พร้อมตั้งจิตอธิษฐาน แล้วจะสมหวังในสิ่งที่ปรารถนา ชาวประมงก่อนออกเดินเรือ จะต้องมาทำการสักการะ เพื่อขอพรให้เดินทางโดยปลอดภัย และหาปลากลับมาได้มากๆ ในช่วงวันเกิดอาม่า (A-Ma Festival) ซึ่งจะจัดขึ้นประมาณเดือนเมษายน หรือพฤษภาคมของทุกปี วัดแห่งนี้จะคักคักไปด้วยผู้คน ประภาคารเกีย (Guia Lighthouse) นับเป็นประภาคารที่เก่าแก่ที่สุดในฝั่งทะเลจีน สร้างขึ้นในศตวรรษที่ 17 และยังคงใช้อยู่มาจนถึงปัจจุบัน ประภาคารแห่งนี้ตั้งอยู่บนยอดเขาเกีย ซึ่งสูงที่สุดของมาเก๊า นอกจากนี้ยังเป็นที่ตั้งของป้อมปราการ และโบสถ์เล็กสไตล์บารอคที่สร้างขึ้นในปี ค.ศ. 1637 อีกด้วย มาเก๊าทาวเวอร์ มีความสูงถึง 338 เมตร ตั้งอยู่บริเวณทะเลสาปนามวาน นักท่องเที่ยวที่ต้องการดื่มด่ำบรรยากาศแบบพาโนราม่าของมาเก๊าเคล้าอาหารรสเลิศ ที่นี่ก็มีไว้คอยบริการทั้ง ภัตตาคาร และคอฟฟี่ชอป ภายในทาวเวอร์ยังมีห้องจัดสัมมนา และนิทรรศการขนาดต่างๆ หรือผู้ที่ชื่นชอบท้าทายความสูง ก็มีกิจกรรมมากมายให้ท่านได้เลือกเล่น อาทิ การเดินรอบนอกของหอคอยบนความสูง 216 เมตร และ 233 เมตร (Skywalk และ Skywalk X) หรือเลือกปีนขึ้นบนจุดสูงสุดของหอคอย (Mast Climb) และกิจกรรมอื่นๆอีกมากมาย ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ http://www.macautower.com.mo/ แหล่งช้อปปิ้ง
|